ขอนแก่น-‘บิ๊กโจ๊ก’ ลงพื้นที่ให้กำลังใจยายถูกแก๊งเงินกู้ข่มขู่ พร้อมแถลงการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ

ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ ตำรวจภูธรภาค 4

เมื่อเวลา 11 .30 วันที่ 3 มีนาคม 2565 ที่ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ได้มีการแถุลงปฏิบัติการ “สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ หยุดการข่มขู่เอารัดเอาเปรียบประชาชน ” ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ตามนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำหนดให้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของพี่น้องประชาชน เป็นวาระแห่งชาติ จึงได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วงรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ โดยศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) ได้ประสานการปฏิบัติกับ พล.ต.ท.รรยง เวซโอสถ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4, พล.ต.ต.ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ,พล.ต.ต.ณัฐนนท์ ประชุมบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค , พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น, พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี, พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกุล ผู้ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม

ดำเนินการภายใต้ยุทธการ “สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ หยุดการข่มขู่เอารัดเอาเปรียบประชาชน” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปิดล้อมตรวจคันกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบที่เอารัดเอาเปรียบประขาชนในพื้นที่ 4 จังหวัด จำนวน 10 จุด ประกอบด้วยในพื้นที่ จ.ซอนแก่น ,จ.อุดรธานี, จ.หนองคาย และ จ.นครพนม โดยผลการปฏิบัติ สรุปได้ดังนี้

1.พื้นที่ จ.ขอนแก่น จับกุมกลุ่มนายทุนจำนวน 4 เครือข่าย ผู้ต้องหาจำนวน 18 คน 2.พื้นที่ จ.อุดรธานี จับกุมกลุ่มนายทุนจำนวน 2 เครือข่าย ผู้ต้องหาจำนวน 9 คน 3.พื้นที่ จ.นครพนม จับกุมกลุ่มนายทุนจำนวน 1 เครือข่าย ผู้ต้องหาจำนวน 1 คน 4.พื้นที่ จ.หนองคาย จับกุมกลุ่มนายทุนจำนวน 2 เครือข่าย ผู้ต้องหาจำนวน 6 คน จับกุมกลุ่มนายทุน 9 เครือข่าย ผู้ต้องหาจำนวน 34 คน ของกลางที่ตรวจยึด รถยนต์จำนวน 4 คัน  รถจักรยานยนต์จำนวน 12 คัน โทรศัพท์มือถือจำนวน 21 เครื่อง บัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจำนวน 17 บัญชี นามบัตรจำนวนกว่า 50,000 ใบ

พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ เผยว่าจะเห็นได้ว่ามีนายทุนจากนอกพื้นที่ เข้ามาปล่อยเงินกู้ภายในภาคอีสาน โดยทำการจ้างคนทำหน้าที่เป็นม้าเก็บเงิน และโปรยนามบัตร เป็นรายเดือนละ 6-7 พันบาท ซึ่งทางตำรวจแต่ละจังหวัดได้ทำการสืบสวนหาตัวนายทุนจากทางหมายเลขโทรศัพท์ และสามารถจับกุมตัวพร้อมของกลางได้เกือบทั้งหมด ขอฝากไปยังนายทุนที่กระทำอยู่ในลักษณะดังนี้ ขอเตือนว่าให้เลิก ซึ่งในครั้งนี้เราจะใช้มาตรการภาษีทั้งหมดเข้ามาดำเนินการ ถ้าหากพบว่าท่าชำระภาษีไม่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงกาชำระภาษี ก็จะเข้าสู่การดำเนินคดีในความผิดฐานฟอกเงิน นำไปสู่การยึดทรัพย์ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงาน ปปง.ตนเองขอเตือนไว้ก่อน จากนี้ไปในเขตพื้นที่ภาคอีสาน ท่าจะต้องเก็บให้หมด โดยได้สั่งการไปยังหัวหน้าสถานีตำรวจทุกท้องที่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการส่งฟ้องดำเนินคดี และของใหม่ก็จะทำการรวบรวมหลักฐานส่งฟ้องตามไป

อย่างไรก็ตามตนเองก็เห็นใจประชาชนที่ยังกู้เงินนายทุนดอกเบี้ยโหด เนื่องจากยังเข้าไปถึงแหล่งเงินทุนของรัฐ บางทีมาตรการของรัฐอาจจะต้องใช้เอกสารเยอะ ในเมื่อมีการกู้ง่ายดอกเบี้ยก็โหด ก็จะนำมาสู่ปัญหา ซึ่งแหล่งเงินกู้ของรัฐกระทรวงการคลัง และธนาคารออมสิน ได้เปิดสินเชื่อเอาไว้ ดอกเบี้ยในราคาที่ถูก ขอฝากถ้าท่านเดือดร้อนเรื่องเงิน ขอให้ท่านติดต่อแหล่งเงินของรัฐก่อน บิ๊กโจ๊ก กล่าวในที่สุด

โดยก่อนการแถลงปฏิบัติการ “สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ หยุดการข่มขู่เอารัดเอาเปรียบประชาชน ” ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ตามนโยบายของรัฐบาล เวลา 11.00 น.พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ โดยศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) ได้เดินทางไปยังห้องเช่า เลขที่ 157/16 บ้านดอนหญ้านาง ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจกับนางอุทัย แสนศิลา อายุ 64 ปี ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกชายที่สติไม่สมประกอบ ประกอบอาชีพต้มข้าวโพด และทำสาคูเปียก ขายอยู่หน้าปากซอย นางอุทัย เล่าว่า ในช่วงที่โควิดระบาด ขายสินค้าอะไรก็ลำยาก ตนเองได้ออกไปซื้อข้าวโพดสดตามท้องตลาด มาต้มขาย โดยขายถุงละ 25 บาท จำนวน 2 ฝัก พร้อมทำสาคูเปียกบรรจุถุงขาย เมื่อประมาณปลายเดือนที่แล้ว ตนเองได้ทำการกูเงินจากนายทุนเงินกู้ที่มาโปรยนามบัตรตามซอยต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นต้นทุนในการค้าขาย โดยกู้จากแก๊งเงินกู้จำนวน 4 ราย รายแรกกู้เงินมา 10,000 บาท รายที่ 2 และรายที่ 3 รายละ 5,000 รายที่ 4 จำนวน 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,000 บาท ต้องส่งดอกเบี้ยทุกวัน วันละ 1,050 บาท ซึ่งแต่ละรายจะให้ผ่อนดอกเบี้ยภายในระยะเวลา 24 วัน   มีการผ่อนมาเรื่อยๆ ได้ครบบ้าง ไม่ครบบ้าง เพราะขายของไม่ดี แล้วยังต้องลงทุนทุกวัน

เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ถูกคนเก็บเงินกู้ในสายของบังบอส เข้าไปเก็บดอกเบี้ยรายวันแต่เช้า จึงยังไม่มีเงินให้ แล้วถูกข่มขู่จะทำร้ายร่างกายและจะมายึดเอาตู้เย็นที่ใช้แช่ของขายไปอีก  ด้วยความกลัว จึงได้เข้าไปแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น  เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยเหลือ เพราะไม่อยากถูกคนเก็บดอกเบี้ยเงินกู้มายึดเอาตู้เย็นไป

นางอุทัย  กล่าวอีกว่า ค้าขายแบบนี้เลี้ยงปากท้องแม่ลูก2 คน แต่ต้องมีรายจ่ายอื่นๆอีก ทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่ากินในแต่ละวัน จำเป็นต้องกู้หนี้นอกระบบ เพราะไม่สามารถจะยื่นกู้ในระบบได้  จึงอยากขอความช่วยเหลือจาก พมจ.ให้หาที่อยู่อาศัยที่แม่ลูกสามารถอยู่ด้วยกันได้ และขอความช่วยเหลือไปยังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี   ให้สร้างบ้านหลังเล็กๆ ให้อยู่ เพื่อจะได้มีที่ซุกหัวนอน และมีที่นอนตาย เพราะทุกวันนี้ลำบากมาก

จากนั้น พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) ได้อุดหนุนสินค้าที่นางอุทัยทำขาย คือข้าวโพดต้ม และสาคูเปียก เป็นเงินจำนวน 5,000 บาท

# ทีมข่าวอีสานเดลี่ออนไลน์