อุดรธานี – ผู้การอุดรฯคุมตัว”ไอ้วึม”หลอนยาบ้าทำแผนฆ่าหลวงตาในวัด ชาวบ้านนับร้อยสาปแช่ง

 


วันที่ 4 เมษายน 2565เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม ศปก.สภ.เพ็ญ จ.อุดรธานี พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี พ.ต.อ.ชลิต ศรีหานู ผกก.สภ.เพ็ญ พ.ต.ท.ณภัทร จูมวันทา รอง ผกก. สอบสวนฯ พ.ต.ท.ยุทธศิลป์ นามแสง รอง ผกก.สส.ฯ พ.ต.ท.ไพฑูรย์ โสนะโชติ รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.บุญจันทร์ ไชยชาติ สว.สอบสวน ฯ พ.ต.ต.ภัคพล พลภักดี สว.สส.ฯ และตำรวจสืบสวน ภ.จ.อุดรธานี ตำรวจสืบสวน สภ.เพ็ญ ร่วมกันสอบปากคำนายพานิจ หรือวึม ขุริดี อายุ 38 ปี ชาวบ้านดงมะไฟ ต.นาพู่ อ.เพ็ญ พร้อมของกลาง ขวาน 1 ด้าม และเสื้อผ้าเปื้อนเลือด 1 ชุด ที่สวมใส่ก่อเหตุ ผลการตรวจปัสาวะหาสารเสพติดมีผลเป็นบวก 1 ชุด รองเท้าแตะ 1 คู่ และโคมไฟคาดศีรษะ 1 อัน ที่ทำตกหล่นในที่เกิดเหตุ ขณะวิ่งไล่ใช้ขวานฟันพระสังวาลย์ จักสาน อายุ 60 ปี ชาว ม.3 ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา มรภาพท่านั่งพิงผนังห้องน้ำด้านหลังกุฏิ ที่อยู่ติดกับรั้วด้านหน้าวัดแจ้งสว่างวนาราม หรือวัดบ้านดงมะไฟ หลังเดินทางมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ยังไม่ถึง 1 เดือน หลังทราบว่าที่วัดแห่งนี้ไม่มีพระจำพรรษามาประมาณ 1 ปี จึงตั้งใจเดินทางมาเพื่อบูรณะและพัฒนาวัดแห่งนี้ เพื่อให้ชาวบ้านได้ทำบุญ


จากการสอบสวนนายพานิจฯหรือวึม ยังให้การ วกวนและไม่ค่อยได้ใจความ แต่ยอมรับเป็นคนก่อเหตุใช้ขวานไล่ฟันพระจริง เนื่องจากมองเห็นพระเป็นผีปอบ ผีเป้า หาจับปลากินในน้ำ และมีแขนยาวลากไปกับน้ำ หลังกลับมาจากสวนยางละกลับมาบ้าน ก่อนเดินเข้าไปในกุฏิพระ และมองเห็นดวงตาพระเหมือนดวงตาแมว และแขนยาวลากไปกับน้ำ จึงเกิดอาการกลัว จึงใช้ขวานไล่ทำร้ายพระก่อนหลบหนีไป และย้อนกลับมาถามหารองเท้าและโคมไฟที่ทำหล่นไว้ และหลบหนีไปอยู่ที่กระท่อมนาท้ายหมู่บ้าน ก่อนถูกตำรวจมาควบคุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก นำไปยึดของกลางขวานที่ใช้ก่อเหตุ ยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุได้เสพยาบ้าและกัญชา และสมัครใจไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ และจะจุดธูปขออโหสิกรรมตรงจุดที่พระสังวาลย์เสียชีวิตด้วย


ต่อมาเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี และนายณรงค์เดช คำภูนอก ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.เพ็ญ นำกำลังตำรวจและฝ่ายปกครองประมาณ 40 นาย เข้ากันพื้นที่ไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือชาวบ้านที่มายืนดูราว 200 คน เข้าใกล้ผู้ต้องหา เกรงว่าผู้ต้องหาจะถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ขณะที่ญาติของพระสังวาลฯ ได้เดินทางมาจาก จ.พะเยา เพื่อมาดูการทำแผนประอบคำรับสารภาพด้วยความเศร้าโศกเสียใจ และจะทำพิธีฌาปนกิจศพที่วัดแห่งนี้ ก่อนจะนำอัฐิเถ้าไปทำบุญที่บ้านเกิด โดยมีนางสง่า เทพพรม อายุ 64 ปี แม่ของนายพานิจฯ มายืนดูและร้องไห้ด้วยความเสียใจที่ลูกชายฆ่าพระสงฆ์ และขอให้ลูกชายไปชดใช้กรรมในคุก เพื่อรักษาอาการทางจิตประสาทหลอน ที่เกิดจากการติดเสพยาเสพติด (ยาบ้า กัญชา) มานานหลายปี
นางสง่า เทพพรม แม่ผู้ต้องหา เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และรู้สึกเสียใจที่ลูกชายฆ่าพระ เพราะท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ ทำไมลูกชายถึงไปฆ่าผู้บริสุทธิ์ ทำไมไม่มาฆ่าแม่ เพราะการฆ่าพระถือว่ามันเป็นบาปกรรมหนัก ขอให้ลูกรับกรรมในสิ่งที่ตนเองก่อขึ้นมา ลูกชายเสพยาเสพติดและมีอาการหลอนมาหลายวันแล้ว ซึ่งลูกชายบอกให้แม่พาไปรดน้ำมนต์ เพราะมีอาการหลอนเห็นคนเป็นเสือ ช้างและผีปอบ ผีเปรต จะไปขโมยจับปลากิน
ตั้งใจว่าหากลูกชายหายจากอาการหลอนก็จะพาไปรดน้ำมนต์ และพาตัวไปรักษาอาการ ยอมรับว่าลูกชายติดเสพยาบ้ามาหลายปีแล้ว ในวันเกิดเหตุลูกชายบอกว่าช่วงกลางวันจะไปใส่ปุ๋ยในไร่อ้อยให้แม่ หลังจากไปกรีดยางช่วงกลางคืนแล้วเสร็จ และก่อนหน้านี้ลูกชายก็ไปขอขมาพ่อเลี้ยงที่เคยมีปากเสียงกัน เพื่อขอยกโทษให้ ทำให้แม่แปลกใจเหมือนกันว่า ทำไมลูกชายถึงพูดแบบนี้ ทำให้ตนคิดมากเหมือนกัน โดยลูกชายเริ่มมีอาการหลอนหนักมาได้1 สัปดาห์ หากลูกชายอยู่ในคุกก็ให้ทำตัวเป็นคนดี และขอให้เจ้าหน้าที่ นำลูกชายพาไปบำบัดรักษาอาการทางจิตประสาทด้วย”


นางเฉลียว จักสาน อายุ 59 ปี อดีตภรรยาพระสังวาลย์ฯบอกว่า ก่อนหลวงตาจะมาจำพรรษาที่วัด จ.อุดรธานี แต่ตนก็ได้ห้ามเอาไว้เพราะอยู่ไกล แต่ท่านบอกว่าอยากจะไปพัฒนาวัด เพราะไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้นั้น ก็เลยให้ท่านมา เพราะจะได้บุญกุศล ก่อนท่านจะเสียชีวิตก็ไดโทรศัพท์มาตนบอกว่า หลังจากเสร็จงานบุญวัดแห่งนี้ ก็จะเดินทางไปกลับไปสอบนักธรรมที่ จ.พะเยา พอทราบเรื่องว่าหลวงตาโดนฆ่าตาย รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ก็อยากให้ศาลตัดสินผู้ก่อเหตุด้วยการประหารชีวิต เพราะหลวงตาเดินทางมาไม่ได้สร้างปัญหาให้ใครเลย แต่ท่านตั้งใจจะมาสร้างและพัฒนาวัด ให้ชาวบ้านได้มาทำบุญตามวิถีของชาวพุทธเท่านั้น


ขณะที่ นางสาวมงกุฏ หายทุกข์ อายุ 39 ปี หลานสาวพระสังวาลย์ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า พระสังวาลย์มีศักดิ์เป็นลุง เลี้ยงตนเองมาตั้งแต่เด็ก ทำให้สนิทกับหลวงลุงมาก ญาติๆ ทราบข่าวในช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ จากนั้นจึงเดินทางมาทันที หลวงลุงเป็นพระนักพัฒนา ไปที่วัดไหนก็เจริญมากขึ้น ล่าสุดไปพัฒนาวัดที่ จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนมาที่จะมา จ.อุดรธานี หลวงลุงได้ปรึกษาญาติแล้วว่าจะมาพัฒนาวัดที่นี่ ญาติก็ไม่ได้คัดค้านและอนุโมทนาบุญ
ญาติพี่น้องยังตั้งใจว่าจะมาร่วมทำบุญ เพื่อบูรณะวัดร่วมกับญาติโยมที่นี่ด้วย แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้เดินทางมางานศพของหลวงลุงแทน ล่าสุดโทรศัพท์คุยกับหลวงลุง เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ยังได้สอบถามสารทุกข์สุกดิบกันอยู่เลย ไม่นึกว่าท่านจะจากไปด้วยเหตุการณ์รุนแรงที่ไม่น่าเกิดขึ้นเช่นนี้ อยากให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด”


ส่วนนางสาวจักษณา ปัญญาสิทธิ์ ผอ.สนง.ยุติธรรมจ.อุดรธานี เปิดเผยว่า หลังจากได้รับการยืนยันจากทางตำรวจแล้วว่า ผู้ต้องหาที่จับกุมตัวได้รับสารภาพว่ากระทำผิดจริง และพระผู้เสียชีวิตไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด เบื้องต้นในกรณีแบบนี้ ทางกระทรวงยุติธรรมจะมีการเยียวยาให้กับทางครอบครัวผู้เสียชีวิต เป็นจำนวนเงิน 110,000 บาท ส่วนรายละเอียดต่างๆ ที่อาจจะมีการช่วยเหลือเพิ่ม คงต้องมาดูตามระเบียบตามข้อบังคับอีกครั้งหนึ่ง
ด้าน พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า หลังจากตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุได้หลักฐาน และสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุ ทำให้ทราบตัวผู้ก่อเหตุและผู้ต้องหายอมรับว่าทำให้พระเสียชีวิต โดยมีการหลอนเนื่องจากเสพยาเสพติดผลตรวจออกมา เสพยาบ้าและเสพกัญชา เห็นพระเป็นผีปอบ จึงได้เข้ามาทำร้ายร่างกายฆ่าพระ ในวันนี้นำผู้ต้องหา มาชี้ที่เกิดเหตุ แต่ก็ยังมีอาการหลอนอยู่ ชี้ถูกชี้ผิด ดูจากพฤติการณ์แล้วผู้ต้องหา ได้เตรียมการมานำอุปกรณ์ไฟส่องมาด้วยพร้อมอาวุธ จึงแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยการไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป