ผู้ว่าฯศรีสะเกษ สั่งสแกนพื้นที่ตามตัวเซียนไก่ชนหนองงูเหลือม หลังพบผู้ป่วยเสี่ยงติดเชื้อโควิด จากสมุทรปราการ ร่วมกิจกรรม

จากการณีที่มีข่าว ศรีสะเกษพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่ อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จำนวน 1 ราย ซึ่งเป็นสามีของครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.เบญจลักษ์ ที่ไปดูมวยที่สนามมวยลุมพินี และขณะนี้ทางโรงเรียนได้สั่งกักตัวครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นเวลา 14 วัน เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อ ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มี.ค. นายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.ศรีสะเกษ ได้สั่งการให้ นายธงชัย เจริญพานิชย์กุล รอง ผวจ.ศรีสะเกษ ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ทราบว่า เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา ผู้ป่วยรายดังกล่าวได้กลับมาจาก อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ มาที่บ้านของภรรยาที่เป็นข้าราชการครู ใน อ.เบญจลักษ์ แล้วมีอาการไข้ และเข้ารับการตรวจรักษาที่ รพ.สต.หนองงูเหลือม อ.เบญจลักษ์ ต่อมาวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ผู้ป่วยรายดังกล่าว ได้ไปร่วมกิจกรรมที่สนามไก่ชน ต.หนองงูเหลือม แล้วเดินทางกลับ จ.สมุทรปราการ จากนั้นได้มีอาการไข้หนัก และถูกกักพักรักษาตัวที่ รพ.บางบ่อ ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้ป่วยและครอบครัวว่าเป็นข่าวจริง

เบื้องต้นได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสแกนผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ป่วยรายดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมในสนามไก่ชนเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา รวมถึงญาติใกล้ชิด หากมีไข้และมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบาก รีบโทรศูนย์ประสาน รพ.เบญจลักษ์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หมายเลขโทรศัพท์ 045-605391 ได้ตลอด 24 ชม. โดยจะมีแพทย์ พยาบาลเดินทางไปพบถึงบ้าน พร้อม กักกันตนเองและเฝ้าสังเกตอาการที่บ้าน เป็นเวลา 14 วัน เบื้องต้นได้สั่งกักกันตัวภรรยาและญาติวงในแล้ว จำนวน 20 คน และเร่งสแกนหาตัวผู้ร่วมกิจกรรมวงรอบนอกอีก จำนวนประมาณ 70 คน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการ

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยรายดังกล่าว ไม่นับว่าเป็นผู้ป่วยยืนยันของ จ.ศรีสะเกษ แต่เป็นผู้ป่วยที่เดินทางมาจาก จ.สมุทรปราการ เข้ามาในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และร่วมกิจกรรมชนไก่ จากนั้นได้เดินทางกลับไปและป่วยนอนรักษาตัวที่ รพ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ในขณะนี้ ทั้งนี้ทาง จ.ศรีสะเกษ ยืนยันว่ายังไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่แต่อย่างใด ซึ่งทางจังหวัดก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการเฝ้าระวังติดตามผู้ใกล้ชิดโดยตลอดเพื่อเฝ้าระวังต่อไป.

ทีมข่าว จ.ศรีสะเกษ // รายงาน

Related posts